จังหวัดสุพรรณบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรีร้านอาหารในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมแผนที่จังหวัดสุพรรณบุรีการเดินทางสู่จังหวัดสุพรรณบุรีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมภาพถ่ายจังหวัดสุพรรณบุรี

เล่าเรื่องเมืองสุพรรณ
ประเพณี - เรื่องน่ารู้
นิทาน - ตำนาน
ไหว้พระเก้าวัด
กิจกรรมสนุกสนาน
ของฝากน่าซื้อ
เว็บไซด์ที่เกี่ยวข้อง
รวมภาพถ่ายสุพรรณ
โปรแกรม-โรงละครฯ

 

 


 

เพลงพื้นบ้าน สุพรรณบุรี มีเพลงพื้นบ้านที่ร้องเล่นกันมาแต่สมัยโบราณ  เช่น เพลงฉ่อย เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเรือ เพลงอีแซว ด้วยสุพรรณบุรีเป็นเมืองเกษตรแต่ดั้งเดิม อาชีพหลักคือการทำนา และประเพณีสำคัญที่ชาวสุพรรณรู้จักดี ก็คือประเพณี "ลงแขกเกี่ยวข้าว" คนสุพรรณเป็นคนที่มีนิสัยรื่นเริงชอบความสนุกสนาน เมื่อออกแรงทำนาเกี่ยวข้าว ก็จะหาอะไรที่สนุกเล่น แก้เหนื่อย ทำให้เกิดความคึกคัก ในระหว่างทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดเพลงพื้นบ้านขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเต้นกำ เพลงสงฟาง คนสุพรรณเล่นเพลงเหล่านี้มา ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวดสืบต่อกันมา และขยายเป็นแหล่งชุมเพลงใหญ่ของประเทศ การเล่นเพลงพื้นบ้านนั้น ไม่ได้เล่นแค่คนสองคน แต่เล่นกันเป็นหมู่คณะ คนใหนเก่งก็เป็นพ่อเพลง แม่เพลง เก่งน้อยหน่อยว่าเองไม่ได้ ก็เป็นลูกคู่คอยกระทุ้ง บางคนก็คอยเคาะจังหวะ ตีเกราะ เคาะไม้ ตามสนุกพวกที่ร้องเล่นไม่ได้ ก็นั่งฟังหรือกระโดดโลดเต้นไปตามจังหวะ

 

ด้วยเหตที่คนสุพรรณมีวิถีชีวิตใกล้ชิดอยู่กับเพลงพื้นบ้าน ทำให้เพลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจิตวิญญาน ของคนสุพรรณเกือบทุกคน ทำให้เกิดศิลปินพื้นบ้าน ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินที่มีชื่อเเสียงมากมาย

 

ครูมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ ปี 2528
แม่บัวผัน จันทร์ศรี
ศิลปินแห่งชาติ(เพลงพื้นบ้าน) ปี2533
ครูแจ้ง คล้ายสีทอง
ศิลปินแห่งชาติ ปี 2537
แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์
ศิลปินแห่งชาติ (เพลงพื้นบ้านแห่งยุค) ปี 2539
ครูไวพจน์ เพชรสุพรรณ
ศิลปินแห่งชาติ (ยอดศิลปินเพลงแหล่) ปี 2540

 

เพลงอีแซว  เป็นเพลงพื้นบ้านประจำท้องถิ่นของ สุพรรณบุรี มีกำเนิดและแพร่หลายในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและใกล้เคียง เพลงอีแซวมีความเป็นมาที่ยาวนาน มากกว่า 100 ปี โดยในช่วงแรกๆ นั้นมีลักษณะเป็นเพลงปฏิพากย์ ( เพลงโต้ตอบ ) ที่หนุ่มสาวใช้ร้องยั่วเย้า เกี้ยวพาราสีกันอย่างง่ายๆ สั้นๆ กระทั่งเมื่อ 60-70 ปีที่ผ่านมาจึงได้พัฒนาเป็นเพลงปฏิพากย์ยาวคือมีเนื้อเพลงที่ใช้ร้องในแต่ละครั้งยาวมากขึ้น พร้อมกับมีการดัดแปลงทำนองและลักษณะการร้องรับของลูกคู่ นอกจากนั้นยังได้มีการพัฒนาเสื้อผ้าของผู้แสดง โดยจะนุ่งโจงกระเบนทั้งฝ่ายชายและหญิง ส่วนเสื้อนั้นฝ่ายหญิงจะใส่เสื้อแขนสั้นคอกลมหรือ คอเหลี่ยมกว้าง ฝ่ายชายมักจะใส่เสื้อแขนสั้นคอกลม สร้างสรรค์ความสะดุดตาด้วยสี ที่ฉูดฉาดเพื่อดึงดูดใจผู้ชม

ด้วยความนิยมในเพลงอีแซวทำให้สามารถแสดงได้เกือบทุกสถานที่และทุกโอกาสเพียงแต่ จะไม่มีการแสดงในงานแต่งงาน

 

 

วงอีแซวจะไม่มีข้อกำหนดเรื่อง จำนวนผู้แสดง แต่ในวงหนึ่งๆ จะมีการจัดสรรตำแหน่งหน้าที่ ของผู้แสดงประกอบด้วย พ่อเพลง ( ผู้ร้องนำฝ่ายชาย ) แม่เพลง ( ผู้ร้องนำฝ่ายหญิง ) คอต้น ( ผู้ร้องเพลงโต้ตอบคนแรก ) คอสอง , คอสาม ( ผู้ร้องคนที่สองและ สาม ) และ ลูกคู่ ( จำนวนไม่จำกัด มีหน้าที่ร้องรับ ร้องซ้ำความ ร้องสอดแทรกขัดจังหวะ เพื่อความสนุกสนาน )

 

เพลงอีแซวมีจะดำเนินการแสดงโดยมีเนื้อหาเรียงลำดับ เริ่มต้นด้วยบทไหว้ครู บทเกริ่น บทประ และจบท้ายด้วยบทจาก หรือบทลา

1 . บทไหว้ครู เป็นบทกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และผู้มีพระคุณ ได้แก่ พระรัตนตรัย เทวดา ภูตผี พ่อแม่ ครูอาจารย์ ( ครูเพลงของอีแซวจะมีสองแบบ ครูเพลงที่เป็นจิตวิญญาณ เช่นพระนารายณ์ ฤาษีหรือพ่อแก่ และครูอีกประเภทคือ ครู เพลงที่เป็นมนุษย์ นอกจากครูเพลงทั้งสองแบบแล้ว ก็มี ครู พักลักจำ ซึ่งหมายถึงครูที่ผู้ร้องไม่ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ แต่ได้ แอบจดจำเพลงหรือลีลา ) การร้องบทไหว้ครูจะต้องนั่งกับพื้นร้อง โดยมี พาน กำนล หรือพานไหว้ครูวางไว้ข้างหน้า หรือยกถือไว้ในขณะร้อง โดยพ่อเพลงจะร้องก่อน ตามด้วยแม่เพลง

2 . บทเกริ่น เป็นบทร้องของฝ่ายชายและหญิงก่อนที่จะ มาพบกันตามเหตุการณ์ที่สมมุติไว้ บทเกริ่นเริ่มต้นภายหลังจาก บทไหว้ครูจบลง ผู้แสดงทั้งหมดจะลุกขึ้นยืนร้อง เพลงออกตัว มีเนื้อหาทักทายกัน แนะนำตัว ฝากตัวกับผู้ชม ตามด้วย เพลง แต่งตัว หากสมมุติเหตุการณ์เป็นการชักชวนกันไปเที่ยวบ้าน สาวๆ พอมาถึงบ้านฝ่ายหญิงแล้วจะร้อง เพลงปลอบ ซึ่งเป็น เพลงที่ชักชวนให้ฝ่ายหญิงออกมาร้องเพลงโต้ตอบกัน

3 . เพลงประ หมายถึงการร้องปะทะคารมกันของทั้งสอง ฝ่าย เพลงประของวงอีแซวมีหลายแบบ ได้แก่ แนวรัก ( การเกี้ยว พาราสี ) แนวประลอง ( การทดสอบฝีปากหรือทดสอบภูมิปัญญา ) และแนวเพลงเรื่อง ( ดำเนินเรื่องราวตามเรื่องของ นิทาน นิยาย หรือวรรณกรรม )

4 . บทจาก หรือ บทลา เป็นเพลงที่ใช้ร้องเพื่อ แสดงถึงความอาลัยคู่เล่นเพลง ผู้ชม หรือ กล่าวอำลาผู้ชม หรือเจ้าภาพผู้ว่าจ้างให้มาแสดง

5 . การอวยพร เป็นการร้องขอบคุณเจ้าภาพ และ ผู้ชม รวมทั้งขอบคุณผู้ให้รางวัล


ขวัญจิต ศรีประจันต์ ....ตำนานแม่เพลงอีแซว
ศิลปินแห่งชาติ (เพลงพื้นบ้านแห่งยุค) ปี 2539
มีชื่อจริงว่า เกลียว เสร็จกิจ เกิดเมื่อ 3 สิงหาคม 2490 ที่ ต.วงน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.
สุพรรณบุรี เป็นธิดาของนายอัง และนางปลด เสร็จกิจ มีพี่น้อง 3 คน

ขวัญจิต ศรีประจันต์ สนใจเพลงพื้นบ้านมาตั้งแต่อายุ 15 ปี และแม้เชื้อสายทางพ่อจะมีญาติเป็นพ่อเพลงที่มีชื่อเสียงของสุพรรณบุรี แต่พ่อก็ไม่สนับสนุนให้เป็นแม่เพลงพื้นบ้านด้วยเกรงว่าความเป็นสาวรุ่นจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องชู้สาวตามมา แต่กลับสนับสนุนลูกสาวอีกคนหนึ่งที่อายุยังน้อยให้ไปฝึกหัดเพลงพื้นบ้านกับพ่อเพลงไสว วงษ์งามแทน ความสนใจเพลงพื้นบ้าน ทำให้ขวัญจิตติดตามดูการร้องเพลงอีแซวของแม่เพลงบัวผัน จันทร์ศรี (ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2533) เป็นประจำและต่อมาได้มีโอกาสไปดูแลน้องสาวที่อยู่กับครูไสว จึงได้เรียนรู้การเล่นเพลงอีแซวแบบครูพักลักจำจนท่องเนื้อเพลงได้หลากหลาย ทั้งลีลาเพลงแนวผู้ชายของครูไสวและเพลงแนวผู้หญิงของครูบัวผัน

ขวัญจิต เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ และวรรณคดีเก่าๆของไทยอ่านแล้วก็นำเนื้อหานั้นมาแต่งเป็นเพลงอีแซว ร้องเล่นจนเกิดความแตกฉานซึ่งต่อมาได้ขอครูไสว แสดงบ้าง แม้ในระยะแรกๆครูไสวจะยังไม่อนุญาต แต่ในเวลาต่อมาเมื่อได้เห็นความอดทน ความตั้งใจจริง จึงอนุญาตให้แสดงความสามารถ และด้วยพลังเสียงที่กังวานมีไหวพริบ ปฏิภาณ เฉลียวฉลาดในการว่าเพลง ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของนักฟังเพลงอีแซวยิ่งนัก

ขวัญจิต ได้ตระเวนเล่นเพลงอีแซวอยู่กับวงพื้นบ้านอีกหลายวงเรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์จากพ่อเพลง แม่เพลงอีกหลายคนและเริ่มแสดงเพลงอีแซวในต่างจังหวัด และในกรุงเทพมหานคร ในงานสังคีตศาลา หรืองานสงกรานต์ที่ท้องสนามหลวงเป็นประจำ ทำให้มีความแตกฉานในเรื่องเพลงอีแซวมากยิ่งขึ้น สามารถเขียนเพลงเอง เพื่อใช้ในการแสดงและโต้ตอบเพลงสดๆ กับพ่อเพลงได้อย่างคมคายเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม หลังจากเล่นเพลงอีแซวจนมีชื่อเสียงแล้วขวัญจิต ได้สมัครเป็นนักร้องลูกทุ่งโดยเริ่มอยู่กับวงดนตรีลูกทุ่งคณจำรัศ สุวคนธ์(น้อย) และวงไวพจน์ เพชรสุพรรณ โดยได้บันทึกแผ่นเสียงเพลงแรกชื่อเพลง เบื่อสมบัติ งานเพลงของครู จิ๋ว พิจิตร เมื่อ ปี 2510 ทำให้เริ่มมีชื่อเสียงจากเพลงลูกทุ่งจากเพลง เบื่อสมบัติ , ลาน้องไปเวียดนาม, ลาโคราช, ขวัญใจโชเฟอร์ , เกลียดคนหน้าทน , ขวัญใจคนจน แม่ครัวตัวอย่าง และ แหลมตะลุมพุก

จากนั้นได้แต่งเพลงเองได้แก่ กับข้าวเพชฌฆาต , น้ำตาดอกคำใต้ , สาวสุพรรณ ซึ่งเป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้เป็นอย่างมาก ต่อมาจึงได้ตั้งวงดนตรีของตนเอง ชื่อวงขวัญจิต ศรีประจันต์ เป็นวงดนตรีที่นำระบบแสง สี เสียง ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาใช้ประกอบการแสดงนำเพลงอีแซวมาผสมผสานกับการแสดง เผยแพร่สู่ผู้ฟังทั่วประเทศจนเป็นที่รู้จักกันอย่างเป็นอย่างดี

พ.ศ. 2516 ขวัญจิต ยุติวงดนตรีลูกทุ่งแล้วกลับไปฟื้นฟูเพลงอีแซวที่ จ.สุพรรณบุรี อุทิศชีวิตในการอนุรักษ์ฟื้นฟู เผยแพร่และถ่ายทอดเพลงอีแซว ให้กับลูกศิษย์และผู้สนใจมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ได้ใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือสถาบันการศึกษาและหน่วยงานราชการในการเป็นวิทยากรสาธิต รับแขกบ้านแขกเมืองด้วยการแสดงพื้นบ้านติดต่อกันมาอย่างยาวนาน

ที่มา: http://th.wikipedia.org

ขอขอบคุณ คุณธเนต พุทธิพงษ์ สำหรับข้อมูลภาพถ่าย
https://www.facebook.com/noi.gps

ค่ายเพาะกล้าพันธุ์เก่งเพลงพื้นบ้าน
โครงการวิจัยเพลงพื้นบ้านภาคกลาง
๑๕ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
ณ ศูนย์ภูมิปัญญาไทย บ้านแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์

ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย ประจำปี ๒๕๕๗ จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
ชื่อโครงการ ค่ายเพาะกล้าพันธุ์เก่งเพลงพื้นบ้าน โครงการวิจัยเพลงพื้นบ้านภาคกลาง

ที่ปรึกษา
๑. อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
๒. แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์
๓. อาจารย์เอนก นาวิกมูล
๔. รองศาสตราจารย์สุกัญญา สุจฉายา
ผู้รับผิดชอบโครงการ
๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์บัวผัน สุพรรณยศ ๒. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กิตติศักดิ์ เกิดอรุณสุขศรี ๓. อาจารย์มณทิรา ตาเมือง ๔. นาวาอากาศโทสมบัติ สมศรีพลอย ๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อภิลักษณ์ เกษมผลกูล ๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์โอฬาร รัตนภักดี

หลักการและเหตุผล
ภาคกลางของไทยเป็นแหล่งขุมทรัพย์ภูมิปัญญาด้านเพลงพื้นบ้าน ดังจะเห็นได้จากผลการรวบรวมข้อมูลภาคสนามของ เอนก นาวิกมูล เมื่อประมาณปี ๒๕๒๑ พบว่ามีถึง ๔๕ ชนิด ( เพลงนอกศตวรรษ,๒๕๕๐, คำนำ ) ข้อมูลเกี่ยวกับเพลงพื้นบ้านภาคกลางทั้งที่เป็น เพลงเก่า ที่รวบรวมแล้วและยังไม่ได้รวบรวม และ เพลงใหม่ ที่ยังไม่ได้รวบรวม ล้วนเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญและน่าสนใจ โดยเฉพาะมีแนวโน้มอย่างยิ่งที่จะสูญหาย เพราะวัฒนธรรมไทยนับวันจะยิ่ง อ่อนแอ และผู้สืบทอดก็ยิ่ง อ่อนล้า
ด้วยเหตุที่ภาคกลางเป็น แหล่งอู่ข้าวอู่น้ำ ที่สมบูรณ์เพียบพร้อม จึงเป็นที่ที่รองรับผู้คนจากหลายที่หลายถิ่น หลายชาติพันธุ์ และยังเป็น แอ่งน้ำใหญ่ ที่สายธารวัฒนธรรมอันหลากหลายไหลทะลักเข้ามาหลอมรวมปะปนโดยง่าย เพลงส่วนใหญ่ต้านกระแสวัฒนธรรมข้ามชาติไม่ไหวก็ล้า เสื่อมและสูญไปอย่างน่าเสียดาย

ปัจจุบันเพลงพื้นบ้านภาคกลางยังคงเหลือเพียงไม่กี่ชนิด เช่น เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ลำตัด และเพลงเรือ เหตุที่ยังมีลมหายใจแผ่วรินอยู่ได้นั้นส่วนหนึ่งอาจเพราะการส่งเสริมสนับสนุนจากสังคมและจากกลุ่มชาวบ้าน เช่น ปราชญ์ท้องถิ่น ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินพื้นบ้าน ครูเพลงและผู้ถ่ายทอดต่าง ๆ แต่นับวันบุคคลเหล่านี้จะยิ่งลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย หลายคนเสียชีวิตแล้ว เช่น แม่ประยูร ยมเยี่ยม และพ่อหวังเต๊ะ ที่ยังคงเหลืออยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุ บางคนมีปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการสืบสานเพลงพื้นบ้าน เช่น แม่ขวัญใจ ศรีประจันต์ มีอาการเจ็บป่วยมาหลายปี บางคนก็ถูกพิษมหาอุทกภัย เมื่อปี ๒๕๕๔ เช่น แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ เป็นต้น

ด้วยเหตุที่ภาคกลางเป็นแหล่งภูมิปัญญาด้านเพลงพื้นบ้านที่สำคัญของประเทศ และนับวันผู้ถ่ายทอดที่มีความรู้ความสามารถจะลดน้อยลง กอปรกับผลการศึกษารวบรวมข้อมูลในภาพรวมที่เคยทำมานับเวลาแล้วนานกว่า ๓๐ ปี ข้อมูลย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลและบุคคล ข้อมูลทั้งหลายจึงควรได้รับการรวบรวมและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงพื้นบ้านภาคกลางจัดเป็นภูมิปัญญาที่สำคัญของชาติไทย และสมควรนำเสนอเพื่อเป็นมรดกโลกต่อไปด้วย กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจึงอนุมัติทุนสนับสนุนการวิจัย ประจำปี ๒๕๕๗ ให้แก่คณะผู้วิจัยในการดำเนินงานค่ายเพาะกล้าพันธุ์เก่งเพลงพื้นบ้านครั้งนี้ขึ้น

วัตถุประสงค์ทั่วไป
๑. เพื่อรวบรวมและจัดเก็บองค์ความรู้เกี่ยวกับเพลงพื้นบ้านภาคกลางซึ่งชุมชนมีส่วนร่วม
๒. เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกในการสร้างสรรค์ การสืบทอดและการพิทักษ์รักษาเพลงพื้นบ้านภาคกลาง ซึ่งจะทำให้เกิดความพยายามในการพัฒนาแนวคิดและการปฏิบัติเพื่อปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาด้านเพลงพื้นบ้านภาคกลาง
๓. เพื่อปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาด้านเพลงพื้นบ้านภาคกลาง อันจะนำไปสู่การเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ และนำเสนอยูเนสโกให้เป็นมรดก ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติในลำดับต่อไป

วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
๑. เพื่อจัดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการเพลงพื้นบ้านภาคกลาง
๒. เพื่อศึกษากระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดเพลงพื้นบ้านภาคกลาง
๓. เพื่อจัดประชุมตรวจสอบ ยืนยันและลงฉันทามติข้อมูลเพลงพื้นบ้านภาคกลาง

วิธีดำเนินโครงการ
การจัดทำค่าย เพาะกล้าพันธุ์เก่งเพลงพื้นบ้าน มีรายละเอียด ดังนี้
๑. ชี้แจงวัตถุประสงค์และรายละเอียดของโครงการแก่ชุมชนผ่านเครือข่ายศิลปินแห่งชาติ ศิลปินพื้นบ้าน กลุ่มรักษ์เพลงพื้นบ้าน คณะเพลงพื้นบ้านภาคกลาง และสื่อมวลชนต่างๆ เพื่อรับสมัครและคัดกรองผู้แทนชุมชนเข้าค่ายเพาะกล้าพันธุ์เก่งเพลงพื้นบ้านและร่วมเวทีเสวนาและให้ฉันทามติ จาก ๓๕ จังหวัด รวม ๗๐ คน
๒. จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพลงพื้นบ้านภาคกลาง หัวข้อ เพลงอีแซว เพลงเรือ เพลงฉ่อย ลำตัดและเพลงทรงเครื่อง
๓. จัดเวทีเสวนาและให้ฉันทามติ ในวันสุดท้ายของการเข้าค่ายฯ
๔. รวบรวมข้อมูลภาคสนาม ตลอดระยะเวลาที่เข้าค่ายฯ โดยใช้วิธีการดังนี้
   ๑.) การสัมภาษณ์เชิงลึก (Depth interview) เป็นการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ (informal interview) หรือพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับผู้ให้ข้อมูล ทำให้เกิดความไว้วางใจและได้ข้อมูลในระดับลึก
   ๒.) การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม (Participant Observation) โดยผู้รวบรวมข้อมูลจะเข้าร่วมสังเกตการณ์ ร่วมกิจกรรมกับชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลจริงมากที่สุด
   ๓.) การประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) โดยเชิญบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือผู้ให้ข้อมูลสำคัญเข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งถือว่าการประชุมกลุ่มย่อยเป็นการสร้างให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนเป็นการตรวจสอบข้อมูลร่วมกันอีกด้วย ทั้งนี้เครื่องมือที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลได้แก่ การจดบันทึก เครื่องบันทึกเสียง กล้องถ่ายภาพนิ่ง และกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว
๕.ประมวลผล ได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูลและเรียบเรียงรายงาน และจัดทำบัญชีรายการ ทั้งเอกสารหลักและเอกสารประกอบ
๖. ตรวจสอบ ยืนยันและให้ฉันทามติชุมชน โดยจัดการประชุมและนำเสนอต่อชุมชน เพื่อตรวจสอบ ยืนยันและให้ฉันทามติ

ขอบเขตและกลุ่มเป้าหมาย
ข้อมูลที่รวบรวมและจัดเก็บ กำหนดข้อมูล เพลงพื้นบ้านภาคกลางเฉพาะประเภทเพลงโต้ตอบของหนุ่มสาว ๕ ชนิด ได้แก่ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงเรือ ลำตัด และเพลงทรงเครื่อง เฉพาะที่สืบทอดอยู่ในปัจจุบัน โดยครูเพลง ศิลปินพื้นบ้าน และเยาวชน ทั้งที่เป็น คณะ หรือ เคยเป็นคณะ ซึ่งทุกคณะแสดง เป็นอาชีพ
พื้นที่ในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล กำหนดพื้นที่รวบรวมข้อมูลในเขตภาคกลาง ทั้งหมด ๓๕ จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ กาญจนบุรี กำแพงเพชร จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตราด ตาก นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานีประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง อุตรดิตถ์และอุทัยธานี
กลุ่มเป้าหมายหรือชุมชนที่เกี่ยวข้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชุมชน ในที่นี้คือ ประชาคมหรือผู้แทนกลุ่มชนที่สืบทอดเพลงพื้นบ้านภาคกลางในเขต ๓๕ จังหวัด รวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า ๗๐ คน ได้แก่ ครูเพลง ศิลปินแห่งชาติ ปราชญ์ชาวบ้าน ครูภูมิปัญญา ศิลปินพื้นบ้าน ครูอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านการสร้างสรรค์และสืบทอดเพลงพื้นบ้านภาคกลาง รวมทั้งคณะเพลงพื้นบ้านอาชีพ และคณะเพลงพื้นบ้านเยาวชนหรือสถาบันการศึกษาที่สืบทอดมาจากครูเพลงพื้นบ้าน ตลอดจนผู้ส่งเสริมและสนับสนุนเพลงพื้นบ้านภาคกลางกลุ่มต่าง ๆ เช่น นักวิชาการ บุคคลทั่วไปและสื่อมวลชน

ระยะเวลาและสถานที่ในการดำเนินโครงการ
ระหว่างวันที่ ๑๕ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ณ ศูนย์ภูมิปัญญาไทย บ้านแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
๑. ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับเพลงพื้นบ้านภาคกลาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคลังข้อมูลมรดกภูมิปัญญาในขอบเขตประเทศไทย อันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานด้านการปกป้องคุ้มครองมรดก ภูมิปัญญาด้านเพลงพื้นบ้านภาคกลางในขอบเขตของประเทศไทยและของโลก
๒. ได้ความเข้าใจ ความเข้าถึง การยอมรับและฉันทามติในการปกป้องมรดกภูมิปัญญาด้านเพลงพื้นบ้านภาคกลางจากประชาคมชาวไทย รวมทั้งได้แนวคิดและแนวทางในการส่งเสริมและการพัฒนาเพลงพื้นบ้านภาคกลางสืบไปในบริบทที่เหมาะสม
๓. ได้เครือข่ายผู้สืบสานเพลงพื้นบ้านภาคกลางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้มีความศรัทธาและภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของชาติ มีความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะสืบทอดและส่งเสริมเพลงพื้นบ้านด้วยตนเองอย่างยั่งยืนตลอดไป

ระเบียบการสำหรับผู้เข้าฝึกอบรมเพลงพื้นบ้านภาคกลาง
คุณสมบัติ
๑. เป็นผู้สืบทอดเพลงพื้นบ้านภาคกลาง ๕ ชนิด ได้แก่ เพลงฉ่อย เพลงทรงเครื่อง เพลงเรือ เพลง อีแซวและลำตัด จากครูเพลงหรือหัวหน้าคณะเพลงที่แสดงเพลงดังกล่าวเป็นอาชีพ และผ่านการคัดกรองจากคณะผู้วิจัยแล้ว ๒. เป็นชาย/หญิง อายุ ๑๒ ปีขึ้นไป ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ต้องมีผู้ปกครองรับรองหรืออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ๓. มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตภาคกลาง ๓๕ จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ กาญจนบุรี กำแพงเพชร จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตราด ตาก นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานีประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง อุตรดิตถ์และอุทัยธานี
๔. มีความมุ่งมั่นหมั่นเพียรที่จะรับการถ่ายทอดความรู้จากครูเพลงทุกคน สามารถถอดองค์ความรู้ที่ได้รับอย่างเต็มที่และเต็มใจ (กรอกแบบบันทึกการสังเกตและตอบสัมภาษณ์ทุกวัน)

ข้อตกลง
๑. ค่ายนี้เป็นค่ายพิเศษ เพื่อรวบรวมข้อมูล วิจัย และเสนอให้เพลงพื้นบ้านเป็นมรดกโลก จึงเป็นค่ายรวมพลคนรักษ์เพลง มาเรียนรู้ แล้วเก็บความรู้ เพื่อตนเองและชาติของเรา
๒. ผู้เข้าค่ายไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ อนึ่ง ค่ายนี้มีงบประมาณจำกัด จึงไม่มีการประกวด ไม่มีรางวัล เหมือนที่ผ่านมา ผู้ที่ผ่านการเข้าค่ายนี้มีสิทธิพิเศษในการเข้าค่ายเพาะกล้าฯ รุ่น ๓ ที่จะจัดเหมือน รุ่น ๑ และ ๒ ในโอกาสต่อไป
๓. ผู้เข้าค่ายต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติทุกประการ
 


 

นิราศสุพรรณ
เพลงอีแซว
สำเนียงเสียง "เหน่อ"
ไทยพวน และ พิธีกำฟ้า
ช้างป่าต้น คนสุพรรณ
ตลาดท่าช้าง
วงศ์อู่ทอง-วงศ์สุพรรณบุรี

 


Last modified: 23/07/14
Copy  Right © 2545

จังหวัดสุพรรณบุรี | สถานที่ท่องเที่ยว | ที่พัก-รีสอร์ท | ร้านอาหาร แผนที่ | การเดินทาง | Other | Suphan Gallery